ไอเดียทั้งหมด

เกณฑ์การใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) ในเด็ก

เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน? ช่วงนี้อยู่บ้านทั้งวันเด็กๆ ใช้เวลาไปกับหน้าจอมากขึ้นหรือป่าว? หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เเน่ใจว่าลูกเราใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปไหม วันนี้เรานำข้อมูลเวลาการใช้หน้าจอ (Screen Time) ที่เหมาะสมกับแต่ละวัยมาฝาก โดยเป็นข้อมูลมาจาก American Academy of Pediatrics และ WHO     <อายุ: น้อยกว่า 18 เดือน>เวลาหน้าจอ: ไม่ควรใช้เวลากับหน้าจอเลยสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:อาจจะมีการคุยวิดิโอคอลกับญาติพี่น้องได้อยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่.<อายุ: 18 - 24 เดือน>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรเลือกสื่อที่มีคุณภาพเหมาะสมต่อวัยอยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่<อายุ: 3 - 5 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1 ชม. /วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรวางแผนกำหนดการใช้เวลากับหน้าจออย่างชัดเจนกับลูก<อายุ: 6 - 10 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1. ชม ครึ่ง./วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรชั่งน้ำหนักระหว่างกรเรียนรู้เทคโนโลยีเเละกิจกรรมอื่นๆเริ่มให้เขาได้วางเเผนการใช้ด้วยตนเองไม่ควรให่้การใช้หน้าจอกระทบการนอนหลับและพักผ่อน<อายุ: 11 - 13 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 2 ชม. /วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:สอนลูกให้เข้าใจถึงประโยชน์เเละโทษของการใช้เทคโนโลยีฝึกให้เข้ารู้จักควบคุมเวลาเในการใช้ด้วยตนเอง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีส่วนร่วมเเละการตระหนักถึงความสำคัญของการเล่นเเละการทำกิจกรรมทางกาย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้หน้าจอของพ่อเเม่ด้วยเช่นกันที่ส่งผลอย่างมากต่อนิสัยเเละพฤติกรรมการใช้หน้าจอของลูกๆดังนั้น อยากให้พ่อเเม่กำหนดชั่วโมงปลอดหน้าจอในครอบครัว ที่ทั้งพ่อเเม่เเละลูก มีเวลาร่วมกันในการเล่นหรือทำกิจกรรมที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้องเลย ถือเป็นเวลาผ่อนคลายของเด็กๆ ที่ดีกว่าการเล่นเกมส์ ดูทีวีหรือโซเชียลมีเดียเเน่นอน เพราะเขาจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านการลงมือทำที่เสริมสร้างจินตนาการ เเละความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งในช่วงเวลาเเบบนี้ที่เขาไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหน การเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกันจะสามารถทำให้เขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขามีอยู่ในใจ ทั้งจินตนาการ ประสบการณ์ เเละความเครียด วิตกกังวลต่างๆ ออกมาผ่านกิจกรรมที่เขาได้เล่นหากพ่อเเม่ท่านใดมีวิธีจัดการเวลา “การใช้หน้าจอ” ของลูกๆ สามารถเเชร์กันได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่นๆ       อ้างอิง:American Academy of PediatricsWHO

  5386
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้
“การเล่น” คืองานของเด็ก” สิ่งที่ได้เรียนรู้จากสารคดี

“การเล่น” คืองานของเด็ก”พ่อเเม่หรือผู้ใหญ่บางท่านอาจจะคิดว่า การเล่นคือสิ่งที่การผ่อนคลายหลังจากการเรียนมาอย่างหนักหน่วง เเต่จริงๆ เเล้วการเล่นคือการเรียนรู้ที่สุดของลูกเด็กยุคใหม่เรียนหนักขึ้นทุกวัน เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนเเปลงไป พ่อเเม่หลายท่านต้องการให้ลูกของตัวเองมีพัฒนาการเเละเติบโตให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป หนึ่งในความคิดที่มีคือการให้ลูกเรียนหนักตั้งเเต่ยังเล็ก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่พ่อเเม่มีความคาดหวังสูงที่จะให้ลูกเป็นไปเเบบที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนล้วนมีความฝันเเละต้องการได้รับโอกาสที่จะ "ทดลองฝัน" ซึ่งสิ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝัน ได้มีจินตนาการเเละความคิดสร้างสรรค์คือ “การเล่น”Childhood (โรงเรียนริมป่า) คือภาพยนตร์สารคดีจากประเทศนอร์เวย์ที่พ่อเเม่เเละครูทุกท่านควรดู!ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เหล่าถึง โรงเรียนอนุบาลออโรร่าในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีแนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf) โดยทำการถ่ายทอดสิ่งที่เด็กทำในเเต่ละวัน มีทั้งการเดินสำรวจป่า ทำอาหาร ประดิษฐิ์ของเล่นของตัวเอง เล่นเเบบไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ ฯลฯ ซึ่งไม่มีการนั่งเรียนเเบบ lecture ครูมีหน้าสำคัญในการเปิดโอกาสเเละสนับสนุนในสิ่งที่เด็กต้องการจะทำมีเเง่คิดดีๆ หลายข้อที่ได้หลังจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทอยากถ่ายทอดให้พ่อเเม่ทุกท่าน1. เราจะได้ยินคำพูดเชิงบวกเช่น “ได้เลย” “เยี่ยม” “ลองดูสิ” ระหว่างผู้ใหญ่เเละเด็กอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยจะสังเก็ตเห็นได้ว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเเต่เป็นคำพูดที่สนับสนุน เปิดโอกาสให้เด็กๆ ทดลองทำในสิ่งที่เขาสงสัยเเละสนใจ โดยไม่ปิดกลั้นโอกาส ถึงเเม้สิ่งที่เด็กอยากทำอาจจะเสี่ยงเเละมีอันตรายบ้างก็ตาม เช่น เด็กใช้มีดเหลาดาบเพื่อใช้เล่นฟันดาบกับเพื่อน ลองกินเเมลง เป็นต้น ซึ่งคำพูดเหล่านี้ดูเผลินๆ อาจจะเป็นคำพูดธรรมดาๆ เเต่เเท้จริงทรงพลังเเละมีผลต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก“เราไม่ได้ต้องการเด็กที่เกรดดีกว่า แต่เราต้องการเด็กที่มี EF ดีกว่า ซึ่งการเล่นเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่สร้างเนื้อสมองลูกให้แข็งแรง”- นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์2. เด็กไม่ได้เล่นคนเดียว เเต่ยังสื่อสารเเลกเปลี่ยนการเล่นเเละมุมมองจากเพื่อนร่วมเล่นด้วย อย่างที่รู้กันดีว่าเด็กปัจจุบันใช้เวลาจำนวนมากไปกับโทรศัพท์มือถือ เเละเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ซึ่งเวลาเหล่านั้ควรเป็นที่เด็กได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน การที่เด็กอยุ่กับเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ ทำให้เขาอยู่กับตัวเองมากจนเกินไป ในภาพยนตร์จะสังเกตเห็นว่าเด้กเล่นร่วมกันกับเพื่อน พูดคุยหยอกล้อเเลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา ซึ่งสิ่งนี้คือการที่พวกเขาได้เรียนรู้ซึ่งกันเเละกัน (Peer-learning) เเละได้ฝึกเเก้ไขปัญหา (Problem-solving) การตัดสินใจ (Decision-making) และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) ร่วมกัน3. บทบาทของครูในเรื่องไม่ใช่ผู้สอนเเต่ความรู้ เเต่เป็นผู้ที่เขาใจถึงความคิดเเละสิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ จากในหนังครูปล่อยอิสระเด็กให้ทำสิ่งที่อยากทำ ครูไม่เคยกำหนดเป้าหมายให้เด็กเลยว่า “การเล่นเเล้วต้องได้เเบบนี้นะ” “ต้องทำเเบบนี้ถึงจะถูก” เเต่ปล่อยให้เด็กค้นหาวิธีเเละออกเเบบการเล่นของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เด็กปฐมวัย (ถึงอายุ 8 ขวบ) เป็นวัยที่เขาควรออกเเบบการเล่นด้วยตัวเขาเอง โดยผู้ใหญ่มีหน้าที่เเค่เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นอิสระ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเล่นมั่วซั่ว เพราะการเล่นมั่วซั่วนี่เเหละคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ลองผิดลองถูกไป เดี่ยวเขาจะเรียนรู้เเละเข้าใจด้วยตัวเองเเนะนำพ่อเเม่ทุกท่านจริงๆ สำหรับภาพยนตร์สารคดี Childhood โรงเรียนริมป่า คิดว่าเหมาะกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน การศึกษาไทยที่ไม่ตอบโจทย์ทักษะการคิดวิเคราะห์ จินตนาการต่างๆ บางทีพ่อเเม่อาจจะไม่สามารถพึ่งโรงเรียนได้เหมือนเเต่ก่อน ดังนั้นก็ควรปรับตัวเเละเปิดโอกาสให้ลูกของคุณได้เล่นมากขึ้น กำหนดเป้าหมายเเละความคาดหวังจากตัวเองให้น้อยลง เเละปล่อยให้เขาได้ลองผิดถูกด้วยตนเอง เพราะเด็กเป็นวัยที่ "มีการเล่นเป็นงาน ไม่ใช่การเรียน"สามารถดูภาพยนตร์ตัวอย่างได้ที่: 

  283
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้