ไอเดียทั้งหมด

เกณฑ์การใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) ในเด็ก

เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน? ช่วงนี้อยู่บ้านทั้งวันเด็กๆ ใช้เวลาไปกับหน้าจอมากขึ้นหรือป่าว? หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เเน่ใจว่าลูกเราใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปไหม วันนี้เรานำข้อมูลเวลาการใช้หน้าจอ (Screen Time) ที่เหมาะสมกับแต่ละวัยมาฝาก โดยเป็นข้อมูลมาจาก American Academy of Pediatrics และ WHO     <อายุ: น้อยกว่า 18 เดือน>เวลาหน้าจอ: ไม่ควรใช้เวลากับหน้าจอเลยสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:อาจจะมีการคุยวิดิโอคอลกับญาติพี่น้องได้อยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่.<อายุ: 18 - 24 เดือน>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรเลือกสื่อที่มีคุณภาพเหมาะสมต่อวัยอยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่<อายุ: 3 - 5 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1 ชม. /วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรวางแผนกำหนดการใช้เวลากับหน้าจออย่างชัดเจนกับลูก<อายุ: 6 - 10 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1. ชม ครึ่ง./วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรชั่งน้ำหนักระหว่างกรเรียนรู้เทคโนโลยีเเละกิจกรรมอื่นๆเริ่มให้เขาได้วางเเผนการใช้ด้วยตนเองไม่ควรให่้การใช้หน้าจอกระทบการนอนหลับและพักผ่อน<อายุ: 11 - 13 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 2 ชม. /วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:สอนลูกให้เข้าใจถึงประโยชน์เเละโทษของการใช้เทคโนโลยีฝึกให้เข้ารู้จักควบคุมเวลาเในการใช้ด้วยตนเอง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีส่วนร่วมเเละการตระหนักถึงความสำคัญของการเล่นเเละการทำกิจกรรมทางกาย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้หน้าจอของพ่อเเม่ด้วยเช่นกันที่ส่งผลอย่างมากต่อนิสัยเเละพฤติกรรมการใช้หน้าจอของลูกๆดังนั้น อยากให้พ่อเเม่กำหนดชั่วโมงปลอดหน้าจอในครอบครัว ที่ทั้งพ่อเเม่เเละลูก มีเวลาร่วมกันในการเล่นหรือทำกิจกรรมที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้องเลย ถือเป็นเวลาผ่อนคลายของเด็กๆ ที่ดีกว่าการเล่นเกมส์ ดูทีวีหรือโซเชียลมีเดียเเน่นอน เพราะเขาจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านการลงมือทำที่เสริมสร้างจินตนาการ เเละความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งในช่วงเวลาเเบบนี้ที่เขาไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหน การเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกันจะสามารถทำให้เขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขามีอยู่ในใจ ทั้งจินตนาการ ประสบการณ์ เเละความเครียด วิตกกังวลต่างๆ ออกมาผ่านกิจกรรมที่เขาได้เล่นหากพ่อเเม่ท่านใดมีวิธีจัดการเวลา “การใช้หน้าจอ” ของลูกๆ สามารถเเชร์กันได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่นๆ       อ้างอิง:American Academy of PediatricsWHO

  5207
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้
เปรียบพริกไทเหมือนโควิด

ไปเจอคลิปนึงมาค่า ครูโรงเรียนอนุบาลสอนเด็กๆให้รู้จักล้างมือโดยใช้แค่ พริกไทขั้นตอนง่ายๆมากค่ะ1. เอาพริกไทยโรยใส่น้ำในชาม2. ให้น้องลองเอานิ้วจิ้มลงไปในน้ำ จะเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและมีพริกไทยติดอยู่ที่นิ้วบางส่วน3. ให้น้องล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือจุ่มน้ำสบู่4. เมื่อจิ้มนิ้วที่มีสบู่ลงไป พริกไทยจะกระจายตัวหนีออกไป เปรียบเหมือนโควิดที่กลัวสบู่หลักการง่ายๆคือ สบู่จะลดแรงตึงผิวน้ำ ทำให้น้ำอ่อนตัวและกระจายตัวไปแทนที่จะมาติดนิ้วในเชิงโควิด สบู่ที่ดูดโมเลกุลน้ำจะไปทำลายแรงตึงผิว และโมเลกุลอีกส่วนก็ยังดูดไขมันชั้นนอกของเชื้อและฆ่าเชื้อไวรัสได้ลองสอนน้องตามอายุกันดูได้นะคะ :)

สอนโควิด...ด้วยนิทาน

สวัสดีค่ะ กระทู้แรกของเราเลยอยากจะมาเป็นการ "รีวิว" นิทานสั้นๆกันนะคะ   ลูกคนเล็กเรายังอายุน้อย ขี้อึดอัดพอสมควร บอกให้ใส่หน้ากาก จะทีไรแปปๆเอาออก เราเลยพยายามหาวิธีสอนให้ลูกเข้าใจสถานการณ์เจ้าโรคนี้มากขึ้น   หาไปหามา... เจอนิทานของ สสส. เกี่ยวกับโควิดที่เค้าเคยลงไว้ตั้งแต่ระลอกแรก ปรากฎว่าทำมาดีกว่าที่คิดมากเลย (ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรนะคะ 5555) ลองดูกันนะคะ   แต่ละเรื่องอ่านฟรี แล้วก็ดาวน์โหลดเก็บใน ipad ไว้เปิดให้ลูกดูภาพได้ด้วย   อานีสกับกอล์ฟสู้โควิด - เรื่องโปรดของลูกเลย ภาพน่าร๊ากก แถมอธิบายเรื่องได้ครบถ้วน ง่ายๆ สอนลูกจบในเรื่องเดียวคะแนน: 4.5/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=532 มาล้างมือกันเถอะ - เรียกได้ว่าไม่มีเนื้อหาอะไรเลยนอกจากล้างมือค่ะ 555 สำหรับเรายังชักจูงลูกเราไม่น่าจะได้เท่าไหร่คะแนน: 1.5/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=529&fbclid=IwAR2rqWTHlhpI6vFvGZAaV_Ww2bT_ugY30dF7vHQewCNi1-9iWmFCmvVYHeA อีเล้งเค้งโค้ง - มีเนื้อหาเกี่ยวกับโควิดเยอะมาก มีตัวละครหลายตัว แต่ไม่ค่อยน่ารัก วาดแบบง่ายๆ เนื้อหาแอบจะเยอะเกินจนยากที่เด็กจะเก็บหมดด้วยค่ะคะแนน: 3.5/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=530 หนูจี๊ดติดจอ - ไม่ค่อยเกี่ยวกับโควิดเท่าไหร่ แต่เป็นการสอนให้ลูกไม่ดูทีวีเยอะเกิน เสียดายแอบสั้นไปหน่อย แต่สอนลูกได้ดีค่ะคะแนน: 4/5Link: https://www.happyreading.in.th/bookreview/detail.php?id=517&fbclid=IwAR2gTIcUVniLQ6pofVgoPTVnPZPKlgPBLIOtRO-vOViRIFLmLdr_zHcU4WE   เครดิต: เว็บ สสส.

ลูกก้นแดงทำไงดี

#ลูกก้นแดง ทำไงดี? เกิดจากอะไร??   เวลาเด็กใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนานๆ หรือเวลาลูกท้องเสีย ถ่ายบ่อย ความเปียกชื้นและสารในอึฉี่ จะกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง อ่อนแอ และเปื่อยลอกได้ค่ะ   การเลือกยาทา ขึ้นกับความรุนแรง   +ผื่นแดงเล็กน้อย ทาตัวไหนก็ได้ ที่เคลือบผิว ++ผื่นแดงมาก อักเสบรุนแรง ควรทายาแก้อักเสบร่วมด้วย +++แต่ในบางคนที่ก้นเปื่อยมาก แนะนำพบแพทย์เพื่อดูว่า มีการติดเชื้อรา/เชื้อแบคทีเรียอื่นๆร่วมด้วยไหมค่ะ เพื่อเลือกยาทาที่เหมาะสม เนื่องจากยาที่ทาตะเป็นคนละตัวกัน ระหว่างยาแก้ผื่น/ฆ่าเชื้อรา/ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ......   ยาทาก้น มีอะไรบ้าง?? - ปิโตรเลียมเจล / ขี้ผึ้ง ช่วยป้องกันการเกิดผื่นได้ แต่ในกรณีที่ก้นแดงแล้ว จะไม่ช่วยในการสมานผิว -zinc oxide และ dexpanthenol สามารถเคลือบผิวลูก ช่วยป้องกันการเกิดผิ่น และช่วยสมานผิวได้ ช่วยลดการอักเสบของก้นได้ดีกว่าขี้ผึ้ง .......   การป้องกัน /ลดผื่น - เปลี่ยนผ้าอ้อมทันทีที่ลูกอึ - ล้างก้นด้วยน้ำเปล่า แล้วซับให้แห้ง ***ที่สำคัญห้ามเช็ดแรงๆ หรือถูไปมาเพราะจะยิ่งระคายเคือง ***และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม หรือ แอลกอฮอล์ - เลือกครีมทาก้นที่เหมาะสม   ปัจจุบันมีครีมทาก้น แบบเป็นสเปรย์แล้วนะจ๊ะ ช่วยลดการเสียดสี ไม่ต้องทาไปทามา พอล้างก้นลูกเสร็จ ก็แค่ฉีดๆ ปรึ๊บ เสร็จ ช่วยการระคายเคืองให้ก้นลูกได้    

ภาวะตัวเหลืองในเด็กทารก

ภาวะตัวเหลืองในเด็กทารกหลังคลอด50% ของทารกสามารถพบอาการตัวเหลืองตั้งแต่หลังคลอด 2-7 วันค่ะ เม็ดเลือดแดงของเด็กทารกซึ่งแตกง่ายเมื่อเม็ดเลือดแดงมีการแตกตัวจะเกิดสารบิลิรูบิน(bilirubin)เพิ่มจำนวนขึ้นในร่างกายจนทำให้สามารถเห็นผิวหนังเด็กมีสีเหลืองในกรณีทารกปกติ แนะนำคุณแม่ป้องกันไม่ให้เด็กทารกตัวเหลืองมากโดยให้เด็กดูดนมคุณแม่ให้บ่อยและถูกวิธีตั้งแต่หลังคลอดเมื่อทารกได้รับน้ำนมเพียงพอ เด็กจะมีอุจจาระและปัสสาวะบ่อย ซึ่งสารตัวเหลืองจะถูกขับถ่ายทางอุจจาระ ปัสสาวะออกมาค่ะวิธีการดูว่าลูกตัวเหลืองคุณแม่สามารถสังเกตโดยกดที่ผิวหนังเด็กโดยเทียบกับฝ่ามือคุณพ่อคุณแม่ บริเวณใบหน้าจะเหลืองก่อนแต่ถ้าตัวเหลืองลงมาถึงบริเวณท้องมักจะต้องได้รับการรักษา คุณหมอจะตรวจดูระดับตัวเหลืองโดยอาจใช้เครื่องมือวัดตัวเหลืองผ่านทางผิวหนังหรือใช้วิธีเจาะเลือดทารกในบางกรณีที่ทารกมีสารตัวเหลืองมากโดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือกรุ๊ปเลือดแม่ลูกไม่เข้ากัน เด็กที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD จะต้องรักษาโดยการส่องไฟที่ตัวเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้สารตัวเหลืองมีผลกระทบต่อสมองค่ะ ซึ่งในกรณีรุนแรงต้องใช้วิธีการรักษาโดยเปลี่ยนถ่ายเลือดทารกค่ะด้วยความปรารถนาดีจากแพทย์หญิงเดือนเพ็ญ วันทนาศิริกุมารแพทย์โรงพยาบาลพระรามเก้า

อยากให้ลูกมีความเข้มแข็งทางจิตใจ???

อยากให้ลูกมีความเข้มแข็งทางจิตใจ??? ความเข้มแข็งทางจิตใจหมายถึง ความสามารถในการพยายามต่อสู้ แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ โดยใช้ศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่อย่างเต็มที่ถึงแม้ผลสุดท้ายจะแก้ปัญหานั้นๆไม่ได้ก็ตาม และสามารถยอมรับกับความล้มเหลวได้ ความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ได้หมายถึง การไม่มีอารมณ์ความรู้สึก การไม่ร้องให้ หลายๆคนตีความว่าคนที่ร้องไห้คือคนอ่อนแอ แต่จริงๆแล้วจะดีกว่าถ้าเราสามารถรู้จักอารมณ์และเคารพความรู้สึกของตนเอง แต่สามารถหาทางควบคุมและจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม แล้วยังสามารถกลับมาพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติอีกครั้ง การเลี้ยงลูกให้มีความเข้มแข็งทางจิตใจ พ่อแม่สามารถฝึกลูกจากปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันได้ โดยเมื่อมีปัญหาพ่อแม่ต้อง #สอนให้ลูกรู้จักและเข้าใจอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหา ให้รู้พยายามตางไปตรงมากับความรู้สึกของตัวเอง เช่น เสียใจก็ร้องไห้ สนุกก็หัวเราะ #ถามถึงความรู้สึกของลูก ว่ารู้กำลังรู้สึกอะไรอยู่ ถ้าลูกไม่สามารถบอกได้พ่อแม่อาจบอกอารมณ์ที่ลูกกำลังรู้สึกให้ลูกรู้ เช่น หนูร้องไห้ เพราะหนูกำลังเสียใจ หนูเสียงดัง เพราะหนูกำลังโกรธ เป็นต้น #ถามลูกว่าอะไรเป็นเหตุให้ลูกรู้สึกอย่างนั้น ขั้นตอนนี้ควรปล่อยให้ลูกเรียนรู้อารมณ์และอยู่กับอารมณ์นั้นๆจนลูกเริ่มสงบลงแล้ว ค่อยๆตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น ถ้าลูกไม่แน่ใจเราอาจให้ตัวเลือกกับลูกได้ #ถามลูกว่าแล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี โดยพ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกคิดเองก่อนว่าสำหรับลูกแล้วทางออกมีกี่ทาง และแต่ละทางเลือกมีผลดีผลเสียอย่างไร จากนั้นให้ลูกลองชั่งน้ำหนักและเลือกดู ระวังอย่าพยายามยัดเยียดความต้องการของเราให้ลูก แต่หากลูกเลือกทางที่มีปัญหาเพิ่มขึ้นก็ควรบอกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา และถามว่าลูกพร้อมจะรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นมากน้อยแค่ไหน #ให้กำลังใจลูกว่าเรารู้สึกแย่ได้ ร้องไห้ได้ แล้วเราจะมาพยายามแก้ปัญหากันใหม่ การแก้ปัญหาไม่ได้ในครั้งแรกเป็นเรื่องปกติ บางครั้งพ่อแม่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ชมลูกว่าลูกเก่งมากแล้วที่พยายาม จากนั้นกอดลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกได้ว่าไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็รักและอยู่เคียงข้างลูกเสมอ อย่าลืมนะคะว่าความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ใช่การห้ามหรือบอกลูกว่าอย่าร้องไห้ คนที่จิตใจเข้มแข็งต้องรักตัวเองเป็น มีself esteems ที่ดี เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง จะช่วยให้ลูกสามารถพยายามก้าวข้ามและต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอย่างเหมาะสม มาเป็นโค้ชให้ลูกรัก แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจกันนะคะ #อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว โรงพยาบาลพระรามเก้า#เพจ: จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยา

  184
  1
ไวรัสร้าย RSV ที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเด็กๆในประเทศไทยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV (ซึ่งย่อมาจาก Respiratory syncytial virus )เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว เชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีและเด็กๆ เริ่มไปโรงเรียน   โรคนี้ อาการในผู้ใหญ่และในเด็กโตจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา และหายได้เอง แต่ในเด็กเล็กจะแตกต่างจากไวรัสชนิดอื่นคือในช่วงแรกจะมีอาการไข้สูงและต่อมาจะมีน้ำมูกและไอมีเสมหะมาก บางรายจะมีอาการหายใจลำบากเหนื่อย ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกมีอาการไอมากหายใจเหนื่อย กินได้น้อย ต้องรีบพามาพบแพทย์นะคะ   เมื่อแพทย์ตรวจร่างกาย  บางรายแพทย์อาจให้ตรวจน้ำมูกเพื่อหาเชื้อ RSV แต่เนื่องจากโรคนี้ไม่มียารักษาโดยตรงบางครั้งก็สามารถรักษาตามอาการได้เลยค่ะ คือถ้าฟังปอดมีเสียงผิดปกติมักจะให้พ่นน้ำเกลือ พ่น ยาขยายหลอดลม ล้างจมูกและดูดเสมหะ ซึ่งในบางรายต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด     ในเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคประจำตัวเช่น หอบหืด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องอาการอาจจะรุนแรงมาก บางรายต้องให้ออกซิเจน หรือต้องใส่เครื่องช่วยหายใจได้ค่ะ   ไวรัส RSV ติดต่อทางเสมหะ น้ำมูกหรือน้ำลาย คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันลูกน้อยได้โดยถ้าเด็กโตให้ใส่แมส ล้างมือบ่อยๆและหลีกเลี่ยงไปในที่ชุมชนหนาแน่น ถ้าเด็กเริ่มมีอาการไอน้ำมูกแนะนำ   1. ให้ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าปกติ กรณีเด็กอายุมากกว่า 6 เดือน 2. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ 3. ถ้ามีไข้ เช็ดตัว ให้ยาลดไข้ 4. ถ้าไอมากขึ้นเหนื่อยให้รีบมาพบแพทย์นะคะ   โรคนี้เหมือนโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจชนิดอื่นคือเป็นแล้วสามารถเป็นซ้ำได้ค่ะ       ด้วยความปรารถนาดีจากแพทย์หญิงเดือนเพ็ญ วันทนาศิริ กุมารแพทย์โรงพยาบาลพระรามเก้า

“การเล่น” คืองานของเด็ก” สิ่งที่ได้เรียนรู้จากสารคดี

“การเล่น” คืองานของเด็ก”พ่อเเม่หรือผู้ใหญ่บางท่านอาจจะคิดว่า การเล่นคือสิ่งที่การผ่อนคลายหลังจากการเรียนมาอย่างหนักหน่วง เเต่จริงๆ เเล้วการเล่นคือการเรียนรู้ที่สุดของลูกเด็กยุคใหม่เรียนหนักขึ้นทุกวัน เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนเเปลงไป พ่อเเม่หลายท่านต้องการให้ลูกของตัวเองมีพัฒนาการเเละเติบโตให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป หนึ่งในความคิดที่มีคือการให้ลูกเรียนหนักตั้งเเต่ยังเล็ก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่พ่อเเม่มีความคาดหวังสูงที่จะให้ลูกเป็นไปเเบบที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนล้วนมีความฝันเเละต้องการได้รับโอกาสที่จะ "ทดลองฝัน" ซึ่งสิ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝัน ได้มีจินตนาการเเละความคิดสร้างสรรค์คือ “การเล่น”Childhood (โรงเรียนริมป่า) คือภาพยนตร์สารคดีจากประเทศนอร์เวย์ที่พ่อเเม่เเละครูทุกท่านควรดู!ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เหล่าถึง โรงเรียนอนุบาลออโรร่าในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีแนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf) โดยทำการถ่ายทอดสิ่งที่เด็กทำในเเต่ละวัน มีทั้งการเดินสำรวจป่า ทำอาหาร ประดิษฐิ์ของเล่นของตัวเอง เล่นเเบบไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ ฯลฯ ซึ่งไม่มีการนั่งเรียนเเบบ lecture ครูมีหน้าสำคัญในการเปิดโอกาสเเละสนับสนุนในสิ่งที่เด็กต้องการจะทำมีเเง่คิดดีๆ หลายข้อที่ได้หลังจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทอยากถ่ายทอดให้พ่อเเม่ทุกท่าน1. เราจะได้ยินคำพูดเชิงบวกเช่น “ได้เลย” “เยี่ยม” “ลองดูสิ” ระหว่างผู้ใหญ่เเละเด็กอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยจะสังเก็ตเห็นได้ว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเเต่เป็นคำพูดที่สนับสนุน เปิดโอกาสให้เด็กๆ ทดลองทำในสิ่งที่เขาสงสัยเเละสนใจ โดยไม่ปิดกลั้นโอกาส ถึงเเม้สิ่งที่เด็กอยากทำอาจจะเสี่ยงเเละมีอันตรายบ้างก็ตาม เช่น เด็กใช้มีดเหลาดาบเพื่อใช้เล่นฟันดาบกับเพื่อน ลองกินเเมลง เป็นต้น ซึ่งคำพูดเหล่านี้ดูเผลินๆ อาจจะเป็นคำพูดธรรมดาๆ เเต่เเท้จริงทรงพลังเเละมีผลต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก“เราไม่ได้ต้องการเด็กที่เกรดดีกว่า แต่เราต้องการเด็กที่มี EF ดีกว่า ซึ่งการเล่นเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่สร้างเนื้อสมองลูกให้แข็งแรง”- นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์2. เด็กไม่ได้เล่นคนเดียว เเต่ยังสื่อสารเเลกเปลี่ยนการเล่นเเละมุมมองจากเพื่อนร่วมเล่นด้วย อย่างที่รู้กันดีว่าเด็กปัจจุบันใช้เวลาจำนวนมากไปกับโทรศัพท์มือถือ เเละเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ซึ่งเวลาเหล่านั้ควรเป็นที่เด็กได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน การที่เด็กอยุ่กับเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ ทำให้เขาอยู่กับตัวเองมากจนเกินไป ในภาพยนตร์จะสังเกตเห็นว่าเด้กเล่นร่วมกันกับเพื่อน พูดคุยหยอกล้อเเลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา ซึ่งสิ่งนี้คือการที่พวกเขาได้เรียนรู้ซึ่งกันเเละกัน (Peer-learning) เเละได้ฝึกเเก้ไขปัญหา (Problem-solving) การตัดสินใจ (Decision-making) และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) ร่วมกัน3. บทบาทของครูในเรื่องไม่ใช่ผู้สอนเเต่ความรู้ เเต่เป็นผู้ที่เขาใจถึงความคิดเเละสิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ จากในหนังครูปล่อยอิสระเด็กให้ทำสิ่งที่อยากทำ ครูไม่เคยกำหนดเป้าหมายให้เด็กเลยว่า “การเล่นเเล้วต้องได้เเบบนี้นะ” “ต้องทำเเบบนี้ถึงจะถูก” เเต่ปล่อยให้เด็กค้นหาวิธีเเละออกเเบบการเล่นของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เด็กปฐมวัย (ถึงอายุ 8 ขวบ) เป็นวัยที่เขาควรออกเเบบการเล่นด้วยตัวเขาเอง โดยผู้ใหญ่มีหน้าที่เเค่เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นอิสระ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเล่นมั่วซั่ว เพราะการเล่นมั่วซั่วนี่เเหละคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ลองผิดลองถูกไป เดี่ยวเขาจะเรียนรู้เเละเข้าใจด้วยตัวเองเเนะนำพ่อเเม่ทุกท่านจริงๆ สำหรับภาพยนตร์สารคดี Childhood โรงเรียนริมป่า คิดว่าเหมาะกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน การศึกษาไทยที่ไม่ตอบโจทย์ทักษะการคิดวิเคราะห์ จินตนาการต่างๆ บางทีพ่อเเม่อาจจะไม่สามารถพึ่งโรงเรียนได้เหมือนเเต่ก่อน ดังนั้นก็ควรปรับตัวเเละเปิดโอกาสให้ลูกของคุณได้เล่นมากขึ้น กำหนดเป้าหมายเเละความคาดหวังจากตัวเองให้น้อยลง เเละปล่อยให้เขาได้ลองผิดถูกด้วยตนเอง เพราะเด็กเป็นวัยที่ "มีการเล่นเป็นงาน ไม่ใช่การเรียน"สามารถดูภาพยนตร์ตัวอย่างได้ที่: 

  190
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้
ทำไมเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายจึงมีผลการเรียนดีกว่าเด็กที่นั่งเฉยๆ?

ทำไมเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายจึงมีผลการเรียนดีกว่าเด็กที่นั่งเฉยๆ? สมองของเด็กที่นั่งเฉยๆ กับเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายต่างกันอย่างไร? สองรูปนี้คือรูปที่สแกนคลื่นความร้อนจากด้านบนศรีษะเด็ก 2 กลุ่ม- กลุ่มเเรก (รูปทางซ้าย) คือเด็กที่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลา 20 นาที- กลุ่มที่สอง (รูปทางขาว) คือเด็กที่ออกไปเดิน/วิ่งเล่นเป็นเวลา 20 นาทีสมองของเด็กทั้งสองกลุ่มมีผลต่อประสิทธิภาพในการจำเเละตอบสนอง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อผลการเรียนของเด็กๆ โดยได้มีการให้เด็กสองกลุ่มทำแบบทดสอบด้านการอ่าน สะกดคำ และคิดเลข ผลปรากฏว่า เด็กที่ออกไปเดิน/วิ่งเล่นเป็นเวลา 20 นาที มีการตอบสนองที่เเม่นยำและเร็วกว่า เด็กที่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลา 20 นาที ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถอ่านจับใจความได้ดีกว่าอีกด้วยสมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำจะมีการพัฒนาระบบบสอง 2 ส่วนที่เป็นปัจจัยทำให้มีผลการเรียนดี ได้แก่1. Working Memory - การถ่ายทอดข้อมูลจากความจำระยะสั้น (Short-term Memory) เป็น ความจำระยะยาว (Long-term Memory) เช่น รู้ว่าสามเท่าของสองคือหก ซึ่งเท่ากับ 3 คูณ 2 2. Relation Memory - ความสามารถในการจำข้อมูลเเละตอบสนองในสิ่งที่เห็นตรงหน้า เช่น การการตอบสนองเมื่อรู้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายสรุปได้ว่าระบบสมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เคลี่อนไหวร่างกาย รวมทั้งมีผลดีต่อผลการเรียนเชิงวิชาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบสมองถือเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการในเด็กอายุ 3-8 ปี หากระบบสมองพัฒนาไม่เต็มที่เเละถูกวิธี ในระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กได้เห็นแบบนี้เเละพ่อเเม่หรือคุณอย่าให้เด็กๆ นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หมั่นพาเขาออกไปเล่น ไปทำกิจกรรมนอกเหนือจากการนั้งเรียนหน้าหน้าจอบ้างในช่วงนี้อ้างอิงhttps://activelivingresearch.org/sites/activelivingresearch.org/files/ALR_Brief_ActiveEducation_Jan2015.pdf?fbclid=IwAR2pTSz_XHC2Ux59Wn4K1W4qm2PPUt79j3a1Z50DbCU0u6CkJqbJxffmTck

  212
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้