ไอเดียทั้งหมด

ไอเดียการจัดตารางกิจวัตรสำหรับเด็กปฐมวัยในช่วงล็อกดาวน์

จากการระบาดของโคโรนาไวรัส (COVID 19) ระลอกใหม่นี้ เราสังเกตเห็นว่าอุปสรรคพ่อแม่หลายๆครอบครัวว่าจะจัดการวางแผนการเรียนรู้ให้กับลูกๆได้อย่างไรในช่วงล็อกดาวน์ เพื่อให้ลูกของเราได้พัฒนาทักษะต่างๆให้ครบทุกด้านโดยที่ไม่ต้องออกจากบ้าน  เพราะเราเชื่อว่าเด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมากในการพัฒนาศักยภาพทางสมอง เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปิดรับข้อมูลการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่าสมองของเด็กทารกมีการเรียนรู้มากกว่าการเรียนรู้ของผู้ใหญ่เป็นพัน ๆ เท่า วันนี้เราได้นำไอเดียกิจวัตรของคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านและได้นำมาปรับแต่งให้เป็นตารางกิจวัตรประจำวันฉบับ Palent ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปเป็นแนวทางและประยุกต์ใช้กับลูก ให้ลูกๆของเราได้รับการพัฒนาทักษะทางสมองอย่างเพียงพอ สิ่งสำคัญของตารางนี้จะคำนึงถึงการพัฒนาทักษะทางสมอง (Executive function) ซึ่งเด็กที่มี EF ดี จะมีความพร้อมในด้านการเรียนและการทำงานมากกว่า ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกได้โดยความสัมพันธ์ภายในบ้าน (Relationship) เน้นให้ลูกๆได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน เตรียมอาหาร ล้างจาน ทานอาหารเล่นกีฬา ร่วมกัน การเรียนรู้ (Learning) ตามตารางนี้ลูกๆจะได้พัฒนาทักษะทางสมองผ่านการเล่นหรือ กิจกรรมส่งเสริมทักษะต่างๆ ซึ่งการเล่นเหล่านี้จะเน้นให้ลูกได้เรียนรู้หรือฝึกทักษะเหล่านี้ด้วยตนเอง รวมถึงการอ่านหนังสือ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจจะสังเกตเขาห่างๆ หากเขาต้องการความช่วยเหลือก็สามารถเข้าไปแนะนำได้ความคิดริเริ่มและจินตนาการ (Imagination) ส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกให้แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ผ่านการทำการฝึกทำอาหาร เด็กๆ จะได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์เมนูของตัวเองขึ้นมา อีกทั้งได้ทดลองสิ่งใหม่ๆเมนูใหม่ๆในห้องครัว การระบายสีก็เป็นอีกหนึ่งที่เด็กแสดงออกอย่างอิสระ ส่งเสริมเด็กให้แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งเด็กยังสามารถมองภาพศิลปะรอบตัวให้เข้าใจง่ายตามช่วงวัยของเค้าอีกด้วยทักษะทางร่างกาย (Physical skills) ‍การพัฒนาการเคลื่อนไหวของเด็ก ๆ ที่สามารถควบคุมร่างกาย ให้ทำกิจกรรมที่ซับซ้อนและยากขึ้นได้อย่างคล่องแคล่ว โดยพัฒนาการของการเคลื่อนไหวต้องขึ้นอยู่กับ รูปร่างและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย ซึ่งสิ่งเหล่าจะได้รับผ่านการทำกิจกรรมต่างๆหรือการเล่นกีฬา รวมถึงการวาดภาพระบายสี กล้ามเนื้อนิ้วมือถูกควบคุมด้วยสมอง การใช้นิ้วมือทั้ง 10 ไปพร้อมๆกับการเลือกสีและระบายสีไปตามรูปภาพ ทำให้เกิดการคิด วิเคราะห์ เป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาเซลล์สมองของเด็กพ่อแม่ท่านใดมีไอเดียในการจัดตารางสำหรับลูกๆสามารถแนะนำในคอมเมนต์ได้เลยค่ะ#palent #ห้องเรียนพ่อแม่ #covid19

  1351
  0
เกณฑ์การใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) ในเด็ก

เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหนในแต่ละวัน? ช่วงนี้อยู่บ้านทั้งวันเด็กๆ ใช้เวลาไปกับหน้าจอมากขึ้นหรือป่าว? หากคุณพ่อคุณแม่ไม่เเน่ใจว่าลูกเราใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปไหม วันนี้เรานำข้อมูลเวลาการใช้หน้าจอ (Screen Time) ที่เหมาะสมกับแต่ละวัยมาฝาก โดยเป็นข้อมูลมาจาก American Academy of Pediatrics และ WHO     <อายุ: น้อยกว่า 18 เดือน>เวลาหน้าจอ: ไม่ควรใช้เวลากับหน้าจอเลยสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:อาจจะมีการคุยวิดิโอคอลกับญาติพี่น้องได้อยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่.<อายุ: 18 - 24 เดือน>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรเลือกสื่อที่มีคุณภาพเหมาะสมต่อวัยอยู่ในการดูเเลของพ่อเเม่<อายุ: 3 - 5 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1 ชม. /วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรวางแผนกำหนดการใช้เวลากับหน้าจออย่างชัดเจนกับลูก<อายุ: 6 - 10 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 1. ชม ครึ่ง./วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:ควรชั่งน้ำหนักระหว่างกรเรียนรู้เทคโนโลยีเเละกิจกรรมอื่นๆเริ่มให้เขาได้วางเเผนการใช้ด้วยตนเองไม่ควรให่้การใช้หน้าจอกระทบการนอนหลับและพักผ่อน<อายุ: 11 - 13 ปี>เวลาหน้าจอ: ควรใช้เวลากับหน้าจอไม่เกิน 2 ชม. /วันสิ่งที่พ่อเเม่ทำได้:สอนลูกให้เข้าใจถึงประโยชน์เเละโทษของการใช้เทคโนโลยีฝึกให้เข้ารู้จักควบคุมเวลาเในการใช้ด้วยตนเอง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะไม่มีประโยชน์เลยหากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีส่วนร่วมเเละการตระหนักถึงความสำคัญของการเล่นเเละการทำกิจกรรมทางกาย รวมทั้งพฤติกรรมการใช้หน้าจอของพ่อเเม่ด้วยเช่นกันที่ส่งผลอย่างมากต่อนิสัยเเละพฤติกรรมการใช้หน้าจอของลูกๆดังนั้น อยากให้พ่อเเม่กำหนดชั่วโมงปลอดหน้าจอในครอบครัว ที่ทั้งพ่อเเม่เเละลูก มีเวลาร่วมกันในการเล่นหรือทำกิจกรรมที่ไม่มีหน้าจอมาเกี่ยวข้องเลย ถือเป็นเวลาผ่อนคลายของเด็กๆ ที่ดีกว่าการเล่นเกมส์ ดูทีวีหรือโซเชียลมีเดียเเน่นอน เพราะเขาจะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านการลงมือทำที่เสริมสร้างจินตนาการ เเละความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งในช่วงเวลาเเบบนี้ที่เขาไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหน การเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกันจะสามารถทำให้เขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่เขามีอยู่ในใจ ทั้งจินตนาการ ประสบการณ์ เเละความเครียด วิตกกังวลต่างๆ ออกมาผ่านกิจกรรมที่เขาได้เล่นหากพ่อเเม่ท่านใดมีวิธีจัดการเวลา “การใช้หน้าจอ” ของลูกๆ สามารถเเชร์กันได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่นๆ       อ้างอิง:American Academy of PediatricsWHO

  5208
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้
ผลกระทบของการแหย่ลูก

พ่อแม่หลายๆท่านอาจจะคิดว่าการหยอกล้อหรือแหย่ลูกๆ เป็นการสร้างสีสรรค์หรือความสนุกภายในครอบครัว การเล่นหยิกแก้มหรือจั๊กจี้เอว การเล่นแย่งอาหารหรือสิ่งของกัน เป็นวิธีการสร้างความใกล้ชิดและความสัมพันธ์กับเด็กภายใต้ขอบเขตของการสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของทั้งสองฝ่าย การหยอกล้อเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์กับลูกๆได้ แต่หากว่าการแหย่เหล่านั้นเกิดขอบเขตหรือกระทบจิตใจลูกๆ  เมื่อนั้นการแหย่เด็กโดยไม่คิดให้รอบคอบและระมัดระวังถึงผลกระทบต่อเด็กที่ตามมามากมายจึงไม่ใช่วิธีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกต่อไป เช่น การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สูง-ต่ำ ดำ-ขาว อ้วน-ผอม การกระทำเหล่านี้อาจส่งผลกระทบกับจิตใจของพวกเขา และส่งผลต่อพัฒนาการระยะยาวให้กับเด็ก ทางด้านอารมณ์และจิตใจ ทำให้พวกเขามีปมติดตัวในระยะยาว ซึ่งอาจจะทำให้เขามีพฤติกรรมที่เลียนแบบหรือเป็นคนที่ก้าวร้าวเมื่อเขาโตขึ้น   เป็นคนที่สูญเสียความมั่นใจในตนเอง เรามักจะเห็นพ่อแม่ชอบแหย่หรือล้อเลียนลูกๆ เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก เช่น อ้วน ดำ คำพูดเหล่านี้อาจจะดูเป็นเรื่องขบขันในครอบครัว แต่อาจจะส่งผลต่อจิตใจให้กับเด็กๆ ทำให้เขาเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง และท้ายที่สุดจะทำให้เขาเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวจะโดนเด็กๆหรือคนในสังคมล้อเลียน   เป็นคนที่แปลกแยกในสังคม การที่โดนผู้ใหญ่หยอกล้อหรือล้อเลียนบ่อยๆอาจส่งผลกระทบให้เขารู้สึกว่าแปลกแยกในสังคม เช่น หยอกล้อในเรื่องผลการเรียน ว่าทำไม่ถึงไม่เก่งเท่าเพื่อนคนอื่นๆ รวมถึงการเปรียบเทียบกับพี่น้องในครอบครัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขารู้สึกกดดัน และรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ด้อยกว่าคนอื่นและแปลกแยกในสังคม อาจจะนำมาสู่ความเครียด การที่เด็กต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้นานๆจะทำให้พวกเขามีอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิดและโมโหง่าย   มีพฤติกรรมทำตาม ลูกๆที่โดนแหย่หรือหยอกล้อบ่อยๆ อาจจะส่งอิทธิพลต่อพวกเขา ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เขาอาจจะไปใช้สิ่งที่เขาโดนกระทำไปใช้กับเด็กคนอื่น เช่น ไปล้อปมด้อยของเด็กคนอื่นๆ เพื่อที่จะทำให้เขารู้สึกสบายใจว่า ด้วยความที่พวกเขาเป็นเด็กอาจจะคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ใครๆเขาก็ทำกัน ส่งท้ายที่สุดอาจจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและชอบบูลลี่คนอื่น การทำแบบนี้ในสังคมจะส่งผลให้พวกเขามีผลต่อการความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับสมาชิกอื่นในสังคมอีกด้วยและท้ายที่สุดเขาจะกลายเป็ฯเด็กไม่มีเพื่อนในที่สุด   ขาดความมั่นคงทางอารมณ์  การถูกเย้าแหย่ที่เกินเลยเป็นประจำ มักทำให้เด็กรู้สึกอึดอัดและคับข้องใจ เนื่องจากเรื่องที่ตัวเองไม่พอใจนั้นถูกมองเป็นเรื่องสนุกและเป็นที่ขบขันของคนอื่น และด้วยความเป็นเด็กจึงถูกดึงเข้าสู่ภาวะเครียดและกดดันโดยที่ไม่สามารถบอกหรือแก้ไขได้ด้วยตัวเอง และเกิดความฝังใจในเรื่องใดๆ มักไม่สามารถรับมือหรือจัดการกับอารมณ์ของตนเองในทิศทางที่เหมาะสมได้ บางคนฉุนเฉียวและโมโหง่าย บางคนอยู่กับความกลัวและวิตกกังวล บางคนอยู่กับความทุกข์ใจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

  143
  0
10 เคล็ดลับให้ลูกกินผัก แบบไม่ต้องบังคับ

1. ชวนลูกมาปลูกผัก เริ่มจากการเตรียมพื้นที่เพิ่มปลูกผัก หากคุณแม่ท่านไหน ที่บ้านไม่มีพื้นที่ก็สามารถใช้พื้นที่ระเบียงตามบ้านหรือคอนโดเพื่อปลูกผักสวนครัวง่ายๆ เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง การฝึกให้ลูกได้เรียนรู้กับผักต่างๆและได้ลองฝึกปลูกเอง เป็นการฝึกให้รู้สึกคุ้นชินกับธรรมชาติและผักต่างๆมากขึ้น เค้าจะได้ความภูมิใจกับผักที่เค้าได้เป็นคนปลูกและอยากลองรับประทานมันในที่สุด2. ฝึกให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำกับข้าวการฝึกให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการทำเมนูผัก เริ่มตั้งแต่การล้างผัก หั่นผัก ปรุงอาหาร ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นอีกหนึ่งเทคนิค ที่จะทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจและมีความสุขที่จะได้ทดลองชิมอาหารฝีมือตนเอง 3. น้ำผักช่วยได้ลูกๆบางคนอาจจะไม่ถูกกับกลิ่นและรสชาติของผัก คุณพ่อคุณแม่อาจจะทดลองปั่นผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น แอปเปิ้ล ส้ม สัปปะรด ผสมลงกับผัก เพื่อให้ลูกๆทานง่ายยิ่งขึ้น สำหรับใครที่มีเครื่องสกัดแยกกาก ก็สามารถทำได้เช่นกัน 4. การอ่านนิทานหรือรายการทำอาหารช่วยได้การปลูกฝังการกินผักให้ลูกๆโดยการอ่านนิทาน การ์ตูน ที่เกี่ยวกับผัก (หนูถั่วลันเตา หนูมะเขือเทศ Ratatouille Popeye ) หรือรายการทำอาหาร (Master chef) บ่อยๆอาจช่วยได้ เมื่อเด็กๆรู้สึกสนุก จากการได้เห็นรูปภาพผ่านตัวละครต่างๆจากในหนังสือหรือในรายการที่มีหน้าตาที่สวยหรือน่ารับประทาน อาจจะทำให้เด็กๆอยากรับประทานหรือทำเมนูนั้นๆ5. ลองเปลี่ยนชนิดของผักไปเรื่อยๆหากลูกๆไม่ยอมรับประทานผักที่คุณพ่อคุณแม่เลือกในตอนแรกไม่ได้แสดงว่าเด็กๆจะไม่อยากรับประทานผักทุกชนิด คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องทดลองเปลี่ยนผักชนิดใหม่ๆ ให้ลูกๆได้ทานไปเรื่อยๆ เผื่อจะเจอผักที่คุณลูกถูกใจและชอบรับประทาน โดยอาจจะลองเลือกผักที่มีรสชาติหวานและกินง่ายก่อนก็ได้ค่ะ เช่น ฟักทอง บรอกโคลี ดอกกะหล่ำ เป็นต้น6. ผสมผักลงในเมนูจานโปรดของลูกๆการที่เด็กๆเห็นผักสีเขียวๆอยู่ในจานตั้งแต่ต้นอาจจะทำให้เค้ารู้สึกไม่อยากกิน เราอาจจะเริ่มต้นด้วยผสมผักชิ้นเล็กๆลงในเมนูจานโปรดของพวกเค้า โดยอาจจะเริ่มจากผักที่กินง่ายๆก่อน เช่น ผักชี ต้นหอม ลงในเมนูโปรดของพวกเค้าอย่างไข่เจียว เพื่อให้เค้าได้คุ้นชินกับรสชาติและอยากรับประทานรสชาตินี้อีกในภายหลัง7. ลองต้มผักให้เปื่อยก่อน การเริ่มต้นโดยให้ลูกๆลองกินผักสดอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องด้วยกลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส ที่แข็ง เราอาจจะทดลองน้ำไปต้มหรือลองนำไปผัดเพื่อให้ผักรสชาติและมีความอ่อนมากขึ้น เพื่อง่ายต่อการรับประทาน8. คุณพ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่างพ่อแม่ควรกินผักให้ลูกของเราเห็นเป็นตัวอย่างๆ หรือกินต่อหน้าลูกๆในโต๊ะอาหารบ่อยๆ พร้อมบอกคุณประโยชน์ เพื่อให้ลูกน้อยของเราเกิดความคุ้นชิน อาจจะไม่ได้ผลตั้งแต่ครั้งแรกๆ แต่ความต่อเนื่องอาจจะทำให้ลูกอยากสนใจและทดลองรับประทานมันในที่สุด9. รังสรรค์เมนูให้ถูกใจลูกน้อย เมนูและรสชาติก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับลูกน้อย สำหรับคุณพ่อคุณแม่มีมีฝีมือในการทำอาหาร อาจจะลองทำเมนูที่ถูกใจลูกน้อย เริ่มจากการดูว่าปกติลูกของเราชอบกินอาหารประเภทไหน และรังสรรค์เมนูผักที่ดูลูกน้อยของเรามีแนวโน้มที่จะอยากรับประทาน เช่น ถ้าลูกเราเป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารฝรั่ง อย่างพิซซ่า เราอาจจะลองทำเมนูที่คล้ายๆกันอย่างผักโขมอบชีส ซุปผัก เพื่อให้ลูกได้ลองชิมอาหารใหม่ๆโดยที่มีผักอยู่ในนั้น 10. เอ่ยคำชมบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเอ่ยคำชมบ่อยๆให้ลูกๆ เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาอยากกินผักมากขึ้น คำชื่นชมจะทำให้พวกเขามีกำลังใจและอยากกินผักในครั้งทัดๆไปด้วยตนเอง ซึ่งดีกว่าการให้รางวัลโดยตรงเพราะระยะยาวอาจจะทำให้ลูกๆเป็นคนที่ทำอะไรแล้วหวังผลตอบแทน

  273
  4
เด็กเลี้ยงยาก เราไม่จำเป็นต้องไปยากตาม

เด็กเลี้ยงยาก เราไม่จำเป็นต้องไปยากตาม...เด็กแต่ละคนมีตัวตนของตัวเอง มีพื้นฐานอารมณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวติดตัวมาตั้งแต่เกิด มีการรับมือต่อสถานการณ์ต่างๆไม่เหมือนกัน...และแม้ว่าจะได้รับการเลี้ยงดูที่เหมือนกัน แต่เด็กแต่ละคนก็อาจจะแสดงพฤติกรรมออกมาแตกต่างกัน ทำให้บางครั้งเราอาจจะมีความคิดที่ว่า . . ....ทำไมเด็กคนนี้เกิดมาเลี้ยงง่าย กินง่าย นอนง่าย ปรับตัวง่าย แต่เด็กคนนั้นแค่วันแรกก็ยากแล้ว กินยาก เอาใจยาก นอนยาก ต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากกว่า ...การที่เราคิดว่าเด็กคนนี้เลี้ยงง่ายหรือยากนั่นเพราะเราอาจจะกำลังเอาไม้บรรทัดเดียวไปวัดเด็กที่มีลักษณะต่างกัน...การทำความเข้าใจและการยอมรับในตัวตนจึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์ ไม่เอามาตรฐานหนึ่งมาวัด หรือพยายามปรับตัวตนของเด็ก...และไม่ว่าเขาจะแสดงพฤติกรรมอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ยาก” หรือ “ง่าย”การทำความเข้าใจและการยอมรับในตัวตนโดยไม่ได้เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆจะช่วยให้เราเข้าถึงหัวใจของเด็กช่วยทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นตัวเขาที่ดียิ่งขึ้นและมีกำลังใจในการพัฒนาตัวเองต่อไป...ด้วยรักจากใจแม่อิง...#บันทึกแม่อิงเลี้ยงลูก#บันทึกให้ลูกอ่าน#การทำความเข้าใจและการยอมรับในตัวตน#เด็กเลี้ยงยากเราไม่จำเป็นต้องไปยากตาม#การเลี้ยงลูกเชิงบวก#Parenting

กิจกรรมช่วยสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก

สมองของเด็กเล็กๆมีข้อจำกัด เด็กไม่ได้เกิดมาแล้วจะเข้าใจหลักเหตุผลโดยทันที หรือรู้จักควบคุมอารมณ์ได้ดีแต่เล็กๆ ธรรมชาติของเด็กจะมีการพัฒนาสมองส่วนอารมณ์เร็วกว่าส่วนเหตุผล ...สิ่งหนึ่งที่หม่ามี้จะช่วยให้เรม่ารู้จักการควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้นคือ การช่วยสะท้อนความรู้สึกของตนเอง...การสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกช่วยให้เรม่าเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ณ ขณะนั้น แล้วเรม่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ...เรม่าเข้าใจอารมณ์ตัวเองมากขึ้น อธิบายได้มากขึ้น สื่อสารได้ดีขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหม่ามี้เลยทำแผ่นสะท้อนความรู้สึกมาเล่นกับเรม่า ...I feel . . . and I need . . . activity chartแผ่นสะท้อนความรู้สึกอุปกรณ์ที่ใช้1.กล่องกระดาษลัง2.เครื่องปริ้นท์เตอร์สำหรับปริ้นท์ภาพ3.กรรไกร4.กาว5.แผ่นเมจิกเทป (velcro)6.ปากกาหมึกเมจิกหรือสีน้ำ...วิธีทำคือเริ่มจากตัดภาพความรู้สึกต่างๆเป็นแผ่นเล็กๆ แล้วติดเมจิกเทปไว้ด้านหลัง ตัดกล่องกระดาษเป็นไซส์เหมือนสมุด ติดเมจิกเทปอีกด้านไว้เป็นแถวๆ ตกแต่งให้สวยงาม...วิธีเล่น หม่ามี้ค่อยๆเพิ่มคำศัพท์เรื่องอารมณ์วันละคำสองคำให้กับเรม่า อธิบายตัวอย่างเหตุการณ์ หรือถ้าเจอสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่มีอารมณ์ไหนเกี่ยวข้องก็หยิบแผ่นสะท้อนความรู้สึกนี้มาใช้ประกอบการอธิบาย แล้วก็บอกว่าในอารมณ์ความรู้สึกนี้ เรม่าทำอะไรได้บ้าง เล่น รู้สึกเสียใจ ร้องไห้ได้ กอดหม่ามี้ กอดตุ๊กตา เล่าระบายให้ฟัง ร้องเพลง เป็นต้น...เด็กจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ถ้าเราใจเย็น รับฟังเพื่อทำความเข้าใจโดยไม่ตัดสิน และช่วยสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของเขา ...Credit pic: The journey to wellness jumbo feeling chart#บันทึกแม่อิงเลี้ยงลูก#บันทึกให้ลูกอ่าน#การสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก#Emotion#Feeling#Wellness#IFeelAndINeed#ItisOktonotBeOk

อยากให้ลูกมีความเข้มแข็งทางจิตใจ???

อยากให้ลูกมีความเข้มแข็งทางจิตใจ??? ความเข้มแข็งทางจิตใจหมายถึง ความสามารถในการพยายามต่อสู้ แก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ โดยใช้ศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่อย่างเต็มที่ถึงแม้ผลสุดท้ายจะแก้ปัญหานั้นๆไม่ได้ก็ตาม และสามารถยอมรับกับความล้มเหลวได้ ความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ได้หมายถึง การไม่มีอารมณ์ความรู้สึก การไม่ร้องให้ หลายๆคนตีความว่าคนที่ร้องไห้คือคนอ่อนแอ แต่จริงๆแล้วจะดีกว่าถ้าเราสามารถรู้จักอารมณ์และเคารพความรู้สึกของตนเอง แต่สามารถหาทางควบคุมและจัดการกับอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม แล้วยังสามารถกลับมาพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติอีกครั้ง การเลี้ยงลูกให้มีความเข้มแข็งทางจิตใจ พ่อแม่สามารถฝึกลูกจากปัญหาต่างๆในชีวิตประจำวันได้ โดยเมื่อมีปัญหาพ่อแม่ต้อง #สอนให้ลูกรู้จักและเข้าใจอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหา ให้รู้พยายามตางไปตรงมากับความรู้สึกของตัวเอง เช่น เสียใจก็ร้องไห้ สนุกก็หัวเราะ #ถามถึงความรู้สึกของลูก ว่ารู้กำลังรู้สึกอะไรอยู่ ถ้าลูกไม่สามารถบอกได้พ่อแม่อาจบอกอารมณ์ที่ลูกกำลังรู้สึกให้ลูกรู้ เช่น หนูร้องไห้ เพราะหนูกำลังเสียใจ หนูเสียงดัง เพราะหนูกำลังโกรธ เป็นต้น #ถามลูกว่าอะไรเป็นเหตุให้ลูกรู้สึกอย่างนั้น ขั้นตอนนี้ควรปล่อยให้ลูกเรียนรู้อารมณ์และอยู่กับอารมณ์นั้นๆจนลูกเริ่มสงบลงแล้ว ค่อยๆตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น ถ้าลูกไม่แน่ใจเราอาจให้ตัวเลือกกับลูกได้ #ถามลูกว่าแล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี โดยพ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกคิดเองก่อนว่าสำหรับลูกแล้วทางออกมีกี่ทาง และแต่ละทางเลือกมีผลดีผลเสียอย่างไร จากนั้นให้ลูกลองชั่งน้ำหนักและเลือกดู ระวังอย่าพยายามยัดเยียดความต้องการของเราให้ลูก แต่หากลูกเลือกทางที่มีปัญหาเพิ่มขึ้นก็ควรบอกถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา และถามว่าลูกพร้อมจะรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นมากน้อยแค่ไหน #ให้กำลังใจลูกว่าเรารู้สึกแย่ได้ ร้องไห้ได้ แล้วเราจะมาพยายามแก้ปัญหากันใหม่ การแก้ปัญหาไม่ได้ในครั้งแรกเป็นเรื่องปกติ บางครั้งพ่อแม่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน ชมลูกว่าลูกเก่งมากแล้วที่พยายาม จากนั้นกอดลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกได้ว่าไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็รักและอยู่เคียงข้างลูกเสมอ อย่าลืมนะคะว่าความเข้มแข็งทางจิตใจไม่ใช่การห้ามหรือบอกลูกว่าอย่าร้องไห้ คนที่จิตใจเข้มแข็งต้องรักตัวเองเป็น มีself esteems ที่ดี เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง จะช่วยให้ลูกสามารถพยายามก้าวข้ามและต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอย่างเหมาะสม มาเป็นโค้ชให้ลูกรัก แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจกันนะคะ #อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว โรงพยาบาลพระรามเก้า#เพจ: จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นโดยนักจิตวิทยา

  185
  1
“การเล่น” คืองานของเด็ก” สิ่งที่ได้เรียนรู้จากสารคดี

“การเล่น” คืองานของเด็ก”พ่อเเม่หรือผู้ใหญ่บางท่านอาจจะคิดว่า การเล่นคือสิ่งที่การผ่อนคลายหลังจากการเรียนมาอย่างหนักหน่วง เเต่จริงๆ เเล้วการเล่นคือการเรียนรู้ที่สุดของลูกเด็กยุคใหม่เรียนหนักขึ้นทุกวัน เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนเเปลงไป พ่อเเม่หลายท่านต้องการให้ลูกของตัวเองมีพัฒนาการเเละเติบโตให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป หนึ่งในความคิดที่มีคือการให้ลูกเรียนหนักตั้งเเต่ยังเล็ก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่พ่อเเม่มีความคาดหวังสูงที่จะให้ลูกเป็นไปเเบบที่ต้องการ อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนล้วนมีความฝันเเละต้องการได้รับโอกาสที่จะ "ทดลองฝัน" ซึ่งสิ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝัน ได้มีจินตนาการเเละความคิดสร้างสรรค์คือ “การเล่น”Childhood (โรงเรียนริมป่า) คือภาพยนตร์สารคดีจากประเทศนอร์เวย์ที่พ่อเเม่เเละครูทุกท่านควรดู!ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เหล่าถึง โรงเรียนอนุบาลออโรร่าในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีแนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf) โดยทำการถ่ายทอดสิ่งที่เด็กทำในเเต่ละวัน มีทั้งการเดินสำรวจป่า ทำอาหาร ประดิษฐิ์ของเล่นของตัวเอง เล่นเเบบไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ ฯลฯ ซึ่งไม่มีการนั่งเรียนเเบบ lecture ครูมีหน้าสำคัญในการเปิดโอกาสเเละสนับสนุนในสิ่งที่เด็กต้องการจะทำมีเเง่คิดดีๆ หลายข้อที่ได้หลังจากการดูภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทอยากถ่ายทอดให้พ่อเเม่ทุกท่าน1. เราจะได้ยินคำพูดเชิงบวกเช่น “ได้เลย” “เยี่ยม” “ลองดูสิ” ระหว่างผู้ใหญ่เเละเด็กอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยจะสังเก็ตเห็นได้ว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเเต่เป็นคำพูดที่สนับสนุน เปิดโอกาสให้เด็กๆ ทดลองทำในสิ่งที่เขาสงสัยเเละสนใจ โดยไม่ปิดกลั้นโอกาส ถึงเเม้สิ่งที่เด็กอยากทำอาจจะเสี่ยงเเละมีอันตรายบ้างก็ตาม เช่น เด็กใช้มีดเหลาดาบเพื่อใช้เล่นฟันดาบกับเพื่อน ลองกินเเมลง เป็นต้น ซึ่งคำพูดเหล่านี้ดูเผลินๆ อาจจะเป็นคำพูดธรรมดาๆ เเต่เเท้จริงทรงพลังเเละมีผลต่อพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก“เราไม่ได้ต้องการเด็กที่เกรดดีกว่า แต่เราต้องการเด็กที่มี EF ดีกว่า ซึ่งการเล่นเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่สร้างเนื้อสมองลูกให้แข็งแรง”- นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์2. เด็กไม่ได้เล่นคนเดียว เเต่ยังสื่อสารเเลกเปลี่ยนการเล่นเเละมุมมองจากเพื่อนร่วมเล่นด้วย อย่างที่รู้กันดีว่าเด็กปัจจุบันใช้เวลาจำนวนมากไปกับโทรศัพท์มือถือ เเละเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ซึ่งเวลาเหล่านั้ควรเป็นที่เด็กได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน การที่เด็กอยุ่กับเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ ทำให้เขาอยู่กับตัวเองมากจนเกินไป ในภาพยนตร์จะสังเกตเห็นว่าเด้กเล่นร่วมกันกับเพื่อน พูดคุยหยอกล้อเเลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา ซึ่งสิ่งนี้คือการที่พวกเขาได้เรียนรู้ซึ่งกันเเละกัน (Peer-learning) เเละได้ฝึกเเก้ไขปัญหา (Problem-solving) การตัดสินใจ (Decision-making) และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) ร่วมกัน3. บทบาทของครูในเรื่องไม่ใช่ผู้สอนเเต่ความรู้ เเต่เป็นผู้ที่เขาใจถึงความคิดเเละสิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ จากในหนังครูปล่อยอิสระเด็กให้ทำสิ่งที่อยากทำ ครูไม่เคยกำหนดเป้าหมายให้เด็กเลยว่า “การเล่นเเล้วต้องได้เเบบนี้นะ” “ต้องทำเเบบนี้ถึงจะถูก” เเต่ปล่อยให้เด็กค้นหาวิธีเเละออกเเบบการเล่นของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เด็กปฐมวัย (ถึงอายุ 8 ขวบ) เป็นวัยที่เขาควรออกเเบบการเล่นด้วยตัวเขาเอง โดยผู้ใหญ่มีหน้าที่เเค่เปิดโอกาสให้เขาได้เล่นอิสระ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเล่นมั่วซั่ว เพราะการเล่นมั่วซั่วนี่เเหละคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ลองผิดลองถูกไป เดี่ยวเขาจะเรียนรู้เเละเข้าใจด้วยตัวเองเเนะนำพ่อเเม่ทุกท่านจริงๆ สำหรับภาพยนตร์สารคดี Childhood โรงเรียนริมป่า คิดว่าเหมาะกับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน การศึกษาไทยที่ไม่ตอบโจทย์ทักษะการคิดวิเคราะห์ จินตนาการต่างๆ บางทีพ่อเเม่อาจจะไม่สามารถพึ่งโรงเรียนได้เหมือนเเต่ก่อน ดังนั้นก็ควรปรับตัวเเละเปิดโอกาสให้ลูกของคุณได้เล่นมากขึ้น กำหนดเป้าหมายเเละความคาดหวังจากตัวเองให้น้อยลง เเละปล่อยให้เขาได้ลองผิดถูกด้วยตนเอง เพราะเด็กเป็นวัยที่ "มีการเล่นเป็นงาน ไม่ใช่การเรียน"สามารถดูภาพยนตร์ตัวอย่างได้ที่: 

  191
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้
ทำไมเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายจึงมีผลการเรียนดีกว่าเด็กที่นั่งเฉยๆ?

ทำไมเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายจึงมีผลการเรียนดีกว่าเด็กที่นั่งเฉยๆ? สมองของเด็กที่นั่งเฉยๆ กับเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายต่างกันอย่างไร? สองรูปนี้คือรูปที่สแกนคลื่นความร้อนจากด้านบนศรีษะเด็ก 2 กลุ่ม- กลุ่มเเรก (รูปทางซ้าย) คือเด็กที่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลา 20 นาที- กลุ่มที่สอง (รูปทางขาว) คือเด็กที่ออกไปเดิน/วิ่งเล่นเป็นเวลา 20 นาทีสมองของเด็กทั้งสองกลุ่มมีผลต่อประสิทธิภาพในการจำเเละตอบสนอง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อผลการเรียนของเด็กๆ โดยได้มีการให้เด็กสองกลุ่มทำแบบทดสอบด้านการอ่าน สะกดคำ และคิดเลข ผลปรากฏว่า เด็กที่ออกไปเดิน/วิ่งเล่นเป็นเวลา 20 นาที มีการตอบสนองที่เเม่นยำและเร็วกว่า เด็กที่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลา 20 นาที ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถอ่านจับใจความได้ดีกว่าอีกด้วยสมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำจะมีการพัฒนาระบบบสอง 2 ส่วนที่เป็นปัจจัยทำให้มีผลการเรียนดี ได้แก่1. Working Memory - การถ่ายทอดข้อมูลจากความจำระยะสั้น (Short-term Memory) เป็น ความจำระยะยาว (Long-term Memory) เช่น รู้ว่าสามเท่าของสองคือหก ซึ่งเท่ากับ 3 คูณ 2 2. Relation Memory - ความสามารถในการจำข้อมูลเเละตอบสนองในสิ่งที่เห็นตรงหน้า เช่น การการตอบสนองเมื่อรู้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายสรุปได้ว่าระบบสมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เคลี่อนไหวร่างกาย รวมทั้งมีผลดีต่อผลการเรียนเชิงวิชาการ และ ความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบสมองถือเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการในเด็กอายุ 3-8 ปี หากระบบสมองพัฒนาไม่เต็มที่เเละถูกวิธี ในระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กได้เห็นแบบนี้เเละพ่อเเม่หรือคุณอย่าให้เด็กๆ นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน หมั่นพาเขาออกไปเล่น ไปทำกิจกรรมนอกเหนือจากการนั้งเรียนหน้าหน้าจอบ้างในช่วงนี้อ้างอิงhttps://activelivingresearch.org/sites/activelivingresearch.org/files/ALR_Brief_ActiveEducation_Jan2015.pdf?fbclid=IwAR2pTSz_XHC2Ux59Wn4K1W4qm2PPUt79j3a1Z50DbCU0u6CkJqbJxffmTck

  213
  2
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้